คำถาม
คดีเรื่องละเมิดอำนาจศาลอยู่ในบังคับบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการห้ามอุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๒๖/๒๕๔๘ บทบัญญัติมาตรา ๓๑ และมาตรา ๓๓ แห่ง ป.วิ.พ. เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลลงโทษผู้กระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเพื่อให้ศาลสามารถควบคุมการดำเนินกระบวนพิจารณาทั้งในและนอกศาลให้ดำเนินไปได้โดยราบรื่นรวดเร็วและเป็นธรรมต่อคู่ความทุกฝ่าย แม้ว่ามาตรา ๓๓ จะกำหนดให้ลงโทษจำคุกและปรับ ซึ่งเป็นโทษทางอาญาด้วยก็ตาม แต่เนื่องจากบทบัญญัติในเรื่องละเมิดอำนาจศาลเป็นบทบัญญัติพิเศษที่ไม่เกี่ยวกับการลงโทษผู้กระทำความผิดทางอาญาทั่วไป จึงไม่อยู่ในบังคับของข้อจำกัดเกี่ยวกับการอุทธรณ์ฎีกาตาม ป.วิ.อ. จำเลยจึงสามารถฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ต่อศาลฎีกาได้
หมายเหตุ กรณีไหนไม่อยู่ในบังคับข้อข้อจำกัดเรื่องการอุทธรณ์ฎีกาตามปวิอ. ตอบมีดังนี้ข้อห้ามตาม ๑๙๓ ทวิ ต้องเป็นการโต้แย้งเนิ้อหาแห่งคำฟ้องหรือตามประเด็นแห่งคดี ที่ไม่ใช่เช่น โต้แย้งดุลพินิจการรับฟ้องตามพระธรรมนูญศาล ,อุทธรณ์คำสั่งศาลที่ให้งดสืบพยาน ,กรณีร้องขอคืนของกลาง๑๐๒๕/๒๒
คำถาม คดีอาญา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจำเลยจะยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องได้หรือไม่
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๔/๒๕๔๙ จำเลย ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้อง แต่หากศาลเห็นว่าจำเลยกระทำความผิดก็ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุก ต่อมาในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยยื่นคำร้องขอถอนข้อต่อสู้เดิมตามฎีกาที่ให้การปฏิเสธ และให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง คำร้องของจำเลยเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๓ วรรคสองที่บัญญัติไว้กระทำได้ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา ส่วนที่จำเลยขอแก้ไขฎีกาที่คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งพิพากษาว่าจำเลย กระทำความผิดตามฟ้องนั้น เป็นการขอแก้ไขฎีกาโดยมิได้เพิ่มเติมประเด็นใหม่ แต่เป็นการสละข้อต่อสู้ในชั้นฎีกา ไม่ใช่การคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่ตกอยู่ในจำกัดเวลาฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๖ วรรคหนึ่ง จำเลยจึงยื่นคำร้องขอแก้ไขฎีกาได้แม้พ้นกำหนดเวลา ๑ เดือน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
หมายเหตุ ฎีกานี้ จำเลยขอแก้คำให้การจากปฏิเสธเป็นสารภาพ ประเด็นคือ แก้ไขคำให้การได้หรือไม่ ม.๑๖๓ วรรคสองกำหนดให้ยื่นคำร้องก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา (ผลยื่นไม่ได้) แต่คู่ความมีอำนาจฎีกาคัดค้านคำพิพากษาภายในหนึ่งเดือน นับแต่วันอ่าน ซึ่งการขอแก้ไขโดยมิได้ตั้งประเด็นใหม่ แต่เป็นการสละข้อหา ไม่อยู่ในจำกัดเวลา ม.๒๑๖ ได้แม้เกินหนึ่งเดือน (ชอบตรงนี้ยกเว้นหลัก)
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๒๖/๒๕๔๘ บทบัญญัติมาตรา ๓๑ และมาตรา ๓๓ แห่ง ป.วิ.พ. เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลลงโทษผู้กระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเพื่อให้ศาลสามารถควบคุมการดำเนินกระบวนพิจารณาทั้งในและนอกศาลให้ดำเนินไปได้โดยราบรื่นรวดเร็วและเป็นธรรมต่อคู่ความทุกฝ่าย แม้ว่ามาตรา ๓๓ จะกำหนดให้ลงโทษจำคุกและปรับ ซึ่งเป็นโทษทางอาญาด้วยก็ตาม แต่เนื่องจากบทบัญญัติในเรื่องละเมิดอำนาจศาลเป็นบทบัญญัติพิเศษที่ไม่เกี่ยวกับการลงโทษผู้กระทำความผิดทางอาญาทั่วไป จึงไม่อยู่ในบังคับของข้อจำกัดเกี่ยวกับการอุทธรณ์ฎีกาตาม ป.วิ.อ. จำเลยจึงสามารถฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ต่อศาลฎีกาได้
หมายเหตุ กรณีไหนไม่อยู่ในบังคับข้อข้อจำกัดเรื่องการอุทธรณ์ฎีกาตามปวิอ. ตอบมีดังนี้ข้อห้ามตาม ๑๙๓ ทวิ ต้องเป็นการโต้แย้งเนิ้อหาแห่งคำฟ้องหรือตามประเด็นแห่งคดี ที่ไม่ใช่เช่น โต้แย้งดุลพินิจการรับฟ้องตามพระธรรมนูญศาล ,อุทธรณ์คำสั่งศาลที่ให้งดสืบพยาน ,กรณีร้องขอคืนของกลาง๑๐๒๕/๒๒
คำถาม คดีอาญา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจำเลยจะยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องได้หรือไม่
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๔/๒๕๔๙ จำเลย ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้อง แต่หากศาลเห็นว่าจำเลยกระทำความผิดก็ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุก ต่อมาในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยยื่นคำร้องขอถอนข้อต่อสู้เดิมตามฎีกาที่ให้การปฏิเสธ และให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง คำร้องของจำเลยเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๓ วรรคสองที่บัญญัติไว้กระทำได้ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา ส่วนที่จำเลยขอแก้ไขฎีกาที่คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งพิพากษาว่าจำเลย กระทำความผิดตามฟ้องนั้น เป็นการขอแก้ไขฎีกาโดยมิได้เพิ่มเติมประเด็นใหม่ แต่เป็นการสละข้อต่อสู้ในชั้นฎีกา ไม่ใช่การคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่ตกอยู่ในจำกัดเวลาฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๖ วรรคหนึ่ง จำเลยจึงยื่นคำร้องขอแก้ไขฎีกาได้แม้พ้นกำหนดเวลา ๑ เดือน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
หมายเหตุ ฎีกานี้ จำเลยขอแก้คำให้การจากปฏิเสธเป็นสารภาพ ประเด็นคือ แก้ไขคำให้การได้หรือไม่ ม.๑๖๓ วรรคสองกำหนดให้ยื่นคำร้องก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา (ผลยื่นไม่ได้) แต่คู่ความมีอำนาจฎีกาคัดค้านคำพิพากษาภายในหนึ่งเดือน นับแต่วันอ่าน ซึ่งการขอแก้ไขโดยมิได้ตั้งประเด็นใหม่ แต่เป็นการสละข้อหา ไม่อยู่ในจำกัดเวลา ม.๒๑๖ ได้แม้เกินหนึ่งเดือน (ชอบตรงนี้ยกเว้นหลัก)
คำถาม คำ ฟ้องคดีอาญา ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง หากความปรากฏในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา ศาลจะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องได้หรือไม่
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๙๕/๒๕๔๔ คดีอาญาที่โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อไว้ในฟ้องเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ (๗) แต่การที่ศาลฎีกาจะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตามมาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง ก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้ เพราะศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณาฟ้องของโจทก์ได้ จึงต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลย
คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๙๐/๒๕๔๙ ตามฟ้องของโจทก์ปรากฏว่าไม่ได้ลงลายมือชื่อผู้เรียงและพิมพ์ จึงถือว่าไม่เป็นฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๙ (๗) แต่การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตามป.วิ.อ. มาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง นั้น ก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้ เพราะศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไปจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาล ฎีกาจึงต้องยกฟ้องโดยไม่จำต้องพิจารณาปัญหาอื่นอีก และปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยคดีได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๑๕, ๒๒๕และ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา ๔
สรุป หากขอแก้ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ขอได้ตามม.๑๖๓ แต่ถ้าศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาแล้ว ศาลทำได้เพียงประการเดียวคือยกฟ้อง (เพราะล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้)
แต่ถ้าศาลพบชั้นตรวจคำฟ้องแก้ไขได้
ม.๑๖๑
คำถาม
ผู้ เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์ร้องทุกข์ในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่า สิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๒๗๘ โดยบิดา
มารดาหรือผู้แทนโดยชอบธรรมมิได้ลงลายมือชื่อหรือให้ความยินยอมในการร้อง ทุกข์
ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๑๕/๒๕๕๑ ประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๗) และมาตรา ๑๒๓ มิได้บัญญัติว่า การร้องทุกข์ของผู้เยาว์ต้องได้รับความยินยอมจากบิดา มารดาหรือผู้แทนโดยชอบธรรมหรือบุคคลดังกล่าวต้องลงลายมือชื่อในการร้องทุกข์ ของผู้เยาว์ด้วย ดังนั้น ผู้เยาว์จึงมีอำนาจร้องทุกข์ด้วยตนเองได้ การที่ผู้เสียหายที่ ๒ ร้องทุกข์ในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว
คำถาม สามีชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ระหว่างพิจารณาโจทก์ตายลง บุตรของโจทก์กับผู้ตายจะขอเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์ซึ่งถึงแก่ความตายได้หรือไม่ และการพิจารณาของศาลชั้นต้นก่อนโจทก์ถึงแก่ความตายจะเสื่อมเสียไปหรือไม่
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๑๕/๒๕๕๑ ประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๗) และมาตรา ๑๒๓ มิได้บัญญัติว่า การร้องทุกข์ของผู้เยาว์ต้องได้รับความยินยอมจากบิดา มารดาหรือผู้แทนโดยชอบธรรมหรือบุคคลดังกล่าวต้องลงลายมือชื่อในการร้องทุกข์ ของผู้เยาว์ด้วย ดังนั้น ผู้เยาว์จึงมีอำนาจร้องทุกข์ด้วยตนเองได้ การที่ผู้เสียหายที่ ๒ ร้องทุกข์ในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว
คำถาม สามีชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ระหว่างพิจารณาโจทก์ตายลง บุตรของโจทก์กับผู้ตายจะขอเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์ซึ่งถึงแก่ความตายได้หรือไม่ และการพิจารณาของศาลชั้นต้นก่อนโจทก์ถึงแก่ความตายจะเสื่อมเสียไปหรือไม่
คำตอบ
มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๕๓๗/๒๕๕๓ นาย ก. สามีชอบด้วยกฎหมายของนาง ล. ผู้ตายเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นาง ล. ถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ นาง ล. จึงเป็นผู้เสียหายซึ่งถูกทำร้ายถึงตาย และโจทก์เป็นเพียงผู้จัดการแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓ (๒) และมาตรา ๕ (๒) เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องแล้วตายลงระหว่างการพิจารณาสืบพยานโจทก์ของศาลชั้นต้น การพิจารณาของศาลชั้นต้นก่อนโจทก์ถึงแก่ความตายย่อมไม่เสื่อมเสียไปเพราะความตายของโจทก์ และถือว่าโจทก์ฟ้องนั้นเป็นกระทำการแทนรัฐด้วยส่วนหนึ่ง ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่จากพยานหลักฐานที่โจทก์จำเลยได้สืบไว้แล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ จึงชอบแล้ว
โจทก์เป็นเพียงผู้จัดการแทนผู้เสียหาย มิใช่ผู้เสียหายที่แท้จริงที่ยื่นฟ้องแล้วตายลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง แม้ผู้ร้องจะเป็นผู้สืบสันดานของผู้เสียหายกับโจทก์ ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์ซึ่งถึงแก่ความตายตามบทบัญญัติดังกล่าว
หมายเหตุ ฎีกานี้มีหลักสำคัญ คือ ม.๒๙ เมื่อเสียหายได้ยื่นฟ้องแล้วตายลง ผู้บุพการีหรือผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยาจะดำเนินคดีต่างผู้ตายต่อไปก็ได้ (คำว่าผู้เสียหายตามม.๒๙ ต้องเป็นกรณีที่ผู้เสียหายที่แท้จริงได้ยื่นฟ้องแล้วตายลงไม่รวมถึงผู้จัดการแทน)
กับหลักที่สอง คือ กรณีที่เป็นความผิดต่อแผ่นดิน (ข้อหากระทำโดยประมาทเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน บิดาผู้เสียหายที่แท้จริงดำเนินการสืบพยานมา เมื่อบิดาตายการพิจารณาของศาลชั้นต้นก่อนตายไม่เสี่อมเสียไป และถือว่าเป็นการกระทำการแทนรัฐด้วย
คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๕๓๗/๒๕๕๓ นาย ก. สามีชอบด้วยกฎหมายของนาง ล. ผู้ตายเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นาง ล. ถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ นาง ล. จึงเป็นผู้เสียหายซึ่งถูกทำร้ายถึงตาย และโจทก์เป็นเพียงผู้จัดการแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓ (๒) และมาตรา ๕ (๒) เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องแล้วตายลงระหว่างการพิจารณาสืบพยานโจทก์ของศาลชั้นต้น การพิจารณาของศาลชั้นต้นก่อนโจทก์ถึงแก่ความตายย่อมไม่เสื่อมเสียไปเพราะความตายของโจทก์ และถือว่าโจทก์ฟ้องนั้นเป็นกระทำการแทนรัฐด้วยส่วนหนึ่ง ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่จากพยานหลักฐานที่โจทก์จำเลยได้สืบไว้แล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ จึงชอบแล้ว
โจทก์เป็นเพียงผู้จัดการแทนผู้เสียหาย มิใช่ผู้เสียหายที่แท้จริงที่ยื่นฟ้องแล้วตายลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง แม้ผู้ร้องจะเป็นผู้สืบสันดานของผู้เสียหายกับโจทก์ ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์ซึ่งถึงแก่ความตายตามบทบัญญัติดังกล่าว
หมายเหตุ ฎีกานี้มีหลักสำคัญ คือ ม.๒๙ เมื่อเสียหายได้ยื่นฟ้องแล้วตายลง ผู้บุพการีหรือผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยาจะดำเนินคดีต่างผู้ตายต่อไปก็ได้ (คำว่าผู้เสียหายตามม.๒๙ ต้องเป็นกรณีที่ผู้เสียหายที่แท้จริงได้ยื่นฟ้องแล้วตายลงไม่รวมถึงผู้จัดการแทน)
กับหลักที่สอง คือ กรณีที่เป็นความผิดต่อแผ่นดิน (ข้อหากระทำโดยประมาทเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน บิดาผู้เสียหายที่แท้จริงดำเนินการสืบพยานมา เมื่อบิดาตายการพิจารณาของศาลชั้นต้นก่อนตายไม่เสี่อมเสียไป และถือว่าเป็นการกระทำการแทนรัฐด้วย
คำถาม ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น โดยให้ลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕ โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าได้หรือไม่ และจะถือว่าโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นในข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕ หรือไม่
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๘๒/๒๕๕๓ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกัน พยายามฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘, ๘๐ ศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาฆ่า แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕ โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษฐานพยายามฆ่า ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ฟังว่าจำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาฆ่าเช่นกัน และเนื่องจากศาลชั้นต้นวางโทษปรับฐานพาอาวุธมีดเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ได้แก้ไขให้ถูกต้อง ย่อมมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายกฟ้องในข้อหาความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๐ ซึ่งต้องห้ามทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานพยายามฆ่าตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘,๘๐ จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๐ คดีโจทก์ไม่อาจขึ้นมาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาและถือไม่ได้ว่าโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นในข้อหาฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ตาม ป.อ. มาตรา ๒๙๕ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาโจทก์
หมายเหตุ ฟ้องให้ลงฐานพยามยามฆ่า ชั้นต้นลงทำร้ายเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย อุทธรณ์ฟังว่าไม่มีเจตนาฆ่า จะฎีกาได้หรือไม่ (กรณีนี้ถือว่า คดีเจตนาฆ่ายกฟ้อง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง ห้ามคู่ความฎีกา ม.๒๒๐
คำถาม ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินสองปี ศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษจำเลยไม่เกินกำหนดที่ว่ามา แต่ให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง ส่วนโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ดังนี้ โจทก์จำเลยจำฎีกาในข้อเท็จจริงได้หรือไม่
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๐๔/๒๕๕๓ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก ๘ เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย ๕,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษ ๒ ปี และ คุมความประพฤติของจำเลยไว้ ดังนี้ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยอันเป็นการแก้ไขมากก็ตาม แต่ไม่ได้เพิ่มเติมโทษจำเลย เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน ๒ ปี คดีจึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๙
หมายเหตุฎีกานี้ วางหลักสำคัญคือ ๑. แก้จากรอเป็นไม่รอหรือรอเป็นไม่รอ (เป็นแก้ไขมาก) ๒.อยากวิเคราะห์คำว่า “และเพิ่มเติมโทษ” อย่างไรเรียกเพิ่มเติมโทษต้องดูตามลำดับของป.อ.ม.๑๘ กรณีนี้ ชั้นต้นลง จำคุก ๘ เดือน อุทธรณ์ลง ปรับเพิ่มอีก แต่จำคุกให้รอ ๒ ปี (ปรับ+รอ )โทษน้อยกว่าจำคุกไม่เป็นเพิ่มเติมโทษ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น