วันพุธที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2556

แพ่ง


คำถาม ก่อสร้างตอม่อ ทำคานปูนและปักเสาเข็มคอนกรีตเสริมเหล็กซึ่งเป็นฐานรากของโรงเรือนซึ่งเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ใต้ดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่น จะอ้างว่าได้ภาระจำยอมโดยอายุความได้หรือไม่
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๒๓๘/๒๕๔๖ ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสองสร้างฐานรากของโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยไม่สุจริตตามฟ้องจริง
ปัญหาข้อต่อมาที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองได้สิทธิภาระจำยอมในที่ดินส่วนที่รุกล้ำดังกล่าวโดยอายุความนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองสร้างฐานรากของโรงเรือนซึ่งเป็นส่วนที่ฝังอยู่ใต้ดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยมีเจตนาเพื่อซ่อนเร้นปกปิดการกระทำที่ไม่ชอบของตน จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินส่วนที่รุกล้ำของโจทก์โดยเปิดเผยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ ประกอบมาตรา ๑๔๐๑ ดังนั้น แม้จะมีการครอบครองมานานเท่าใด จำเลยทั้งสองก็ไม่ได้สิทธิภาระจำยอมในที่ดินดังกล่าว

คำถาม ผู้กู้นำโฉนดที่ดินมอบให้ผู้ให้กู้ยึดถือไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้ ผู้ให้กู้จะมีสิทธิยึดโฉนดที่ดินหรือไม่ และหากผู้ให้กู้คืนโฉนดที่ดินแก่ผู้กู้ไป จะเป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดหรือไม่
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้
๑. คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๙๔/๒๕๔๖ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินฉบับพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นผู้ครอบครองโฉนดที่ดินก็โดยจำเลยผู้เป็นลูกหนี้เงินกู้มอบให้ยึดถือเป็นประกันเงินกู้ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารท้ายคำร้อง ผู้ร้องจึงมีสิทธิยึดถือโฉนดที่ดินไว้เป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้คืนโดยอาศัย ข้อตกลงในหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวนั้นเอง แต่สิทธิยึดถือโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นเพียงบุคคลสิทธิบังคับกันได้ระหว่างคู่สัญญาไม่สามารถใช้ยันแก่บุคคลอื่นได้ ส่วนสิทธิยึดหน่วงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๔๑ หมายถึง การที่ผู้ครอบครองได้ครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นและมีหนี้อันเป็นคุณแก่ผู้ครอบครองเกี่ยวด้วยทรัพย์สินที่ครอบครองนั้น หนี้ที่ผู้ร้องมีเป็นเพียงหนี้เงินกู้ที่ผู้ร้องจะได้รับชำระหนี้คืนเท่านั้นหาได้เป็นคุณแก่ผู้ร้องเกี่ยวด้วยที่ดินโฉนดดังกล่าวไม่ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการบังคับคดีแก่ที่ดินดังกล่าว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินฉบับพิพาท
๒. คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๑๘/๒๕๑๕ ในประเด็นที่ว่า การที่โจทก์ได้คืนโฉนดให้จำเลยที่ ๑ ไปนั้น จำเลยที่ ๒ ย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๗ นั้น ต้องเป็นสิทธิที่ให้อำนาจแก่เจ้าหนี้เหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ เช่น การจำนอง จำนำ หรือบุริมสิทธิ โฉนดเป็นเพียงเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในตัวทรัพย์ จำเลยที่ ๑ มอบโฉนดให้โจทก์ยึดถือไว้ไม่ทำให้โจทก์มีสิทธิใดๆ ในตัวทรัพย์ คือที่ดินตามโฉนด การที่โจทก์คืนโฉนดให้จำเลยที่ ๑ ไป จึงไม่เป็นเหตุทำให้จำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันพ้นความรับผิดไปได้ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๖๓๑/๒๔๗๔
๓. เจ้าหนี้ให้ลูกหนี้กู้เงินโดยลูกหนี้มอบโฉนดให้ยึดไว้เป้นประกันนั้น ไม่มีสิทธิยึดหน่วงตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๔๑ จึงไม่ใช่เจ้าหนี้มีประกันตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา ๖ เมื่อลูกหนี้ต้องคำพิพากษาให้ล้มละลาย เจ้าหนี้จะยื่นคำขอรับชำระหนี้เกิน ๒ เดือนไม่ได้ ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย มาตรา ๙๑ (ฎีกาที่ ๕๔๕/๒๕๐๔)
๔. ข้อตกลงที่ผู้ค้ำประกันยอมให้เจ้าหนี้ยึดถือโฉนดไว้จนกว่าเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ครบถ้วนนั้น ไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ กรณีเช่นนี้ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาจำนอง เพราะเจ้าหนี้มิได้มีสิทธิพิเศษในที่ดินอันเป็นตัวทรัพย์นั้น (ฎีกาที่ ๕๐๕/๒๕๐๗) เพียงเอาโฉนดที่ดินมาให้ผู้ให้กู้ยึดถือไว้ตามสัญญากู้ มิใช่หนี้ที่มีประกันตามกฎหมาย (ฎีกาที่ ๑๖๑๒/๒๕๑๒) 
๕. จำเลยให้โจทก์กู้เงินยึดโฉนดไว้เป็นประกัน หนี้ขาดอายุความ โจทก์เรียกโฉนดคืนได้ มิใช่จำนำที่จะบังคับตามมาตรา ๑๘๙ (ฎีกาที่ ๒๒๙/๒๕๒๒ ประชุมใหญ่)
๖. กู้เงินมอบโฉนดให้เจ้าหนี้ยึดไว้ เมื่อลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ก็เรียกโฉนดคืนไม่ได้ (ฎีกาที่ ๔๑๖/๒๕๒๐)
โจทก์ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจำเลย โดยจำเลยยึดถือโฉนดรายพิพาทกับใบมอบอำนาจที่โจทก์ให้ไว้ยังมิได้นำไปจดทะเบียนจำนองเป็นหลักประกันตามที่ตกลงกัน เมื่อโจทก์ยังเป็นหนี้จำเลยมากกว่าที่โจทก์เสนอจะชำระให้แก่จำเลย จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่รับชำระหนี้ และ ยึดถือโฉนดไว้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้นได้ (ฎีกาที่ ๙๔๒/๒๕๒๗)



-โจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท เมื่อแบ่งแยกเป็นที่ดิน 3 แปลงที่ดินโจทก์อยู่ด้านในสุดและไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์มีสิทธิเรียกร้องขอผ่านที่ดินจำเลยทั้งสองที่แบ่งออกได้โดยไม่ต้องเสียค่าทดแทนตาม ปพพ.1350 แม้ที่ดินที่โจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมมิได้ติดทางสาธารณะ และหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว จำเลยที่ 2 จะโอนขายส่วนของตนแก่บุคคลภายนอกแล้วก็ตาม เนื่องจากทางจำเป็นกฎหมายมุ่งประสงค์จะบังคับแก่ที่ดินแปลงที่ล้อมเป็นสำคัญ สำหรับที่และวิธีทำทางผ่านนั้นต้องเลือกให้พอแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิผ่าน กับทั้งให้คำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายน้อยที่สุดที่จะเป็นได้ ถ้าจำเป็นผู้มีสิทธิผ่านจะสร้างถนนเป็นทางผ่านก็ได้ตาม ปพพ.1349 วรรคสาม ดังนั้นทางจำเป็นไม่จำเป็นต้องเป็นทางที่มีอยู่เดิมก่อนแบ่งแยก....(ฎ.345/2555)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น