"ยกที่ดินให้เป็นทางสาธารณะไปแล้ว
กลับไปยึดถือครอบครองอีก ผิดฐานบุกรุก"
จำเลยอุทิศที่ดินให้สร้างทางพิพาทเพื่อให้ประชาชนใช้ร่วมกัน ถือเป็นการสละที่ดินให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การอุทิศด้วยวาจามีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย แม้ประชาชนจะไม่ใช้ทางพิพาทเพราะน้ำท่วม ไม่สะดวกแก่การใช้ แต่สภาพความเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไม่อาจสูญสิ้นไปเพราะการไม่ได้ใช้ จำเลยกลับเข้าครอบครองอีกนานเพียงใดก็ไม่ทำให้ทางพิพาทตกเป็นของจำเลยอีก การที่จำเลยใช้กิ่งไม้ ท่อนไม้ ปิดกั้นทางพิพาทห้ามประชาชนสัญจรไปมา แล้วเข้ายึดถือครอบครอง ย่อมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน ม.๙,๑๐๘ ทวิ วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา ม.๓๘๖.....(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๖๔/๒๕๕๕)
กลับไปยึดถือครอบครองอีก ผิดฐานบุกรุก"
จำเลยอุทิศที่ดินให้สร้างทางพิพาทเพื่อให้ประชาชนใช้ร่วมกัน ถือเป็นการสละที่ดินให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การอุทิศด้วยวาจามีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย แม้ประชาชนจะไม่ใช้ทางพิพาทเพราะน้ำท่วม ไม่สะดวกแก่การใช้ แต่สภาพความเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไม่อาจสูญสิ้นไปเพราะการไม่ได้ใช้ จำเลยกลับเข้าครอบครองอีกนานเพียงใดก็ไม่ทำให้ทางพิพาทตกเป็นของจำเลยอีก การที่จำเลยใช้กิ่งไม้ ท่อนไม้ ปิดกั้นทางพิพาทห้ามประชาชนสัญจรไปมา แล้วเข้ายึดถือครอบครอง ย่อมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน ม.๙,๑๐๘ ทวิ วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา ม.๓๘๖.....(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๖๔/๒๕๕๕)
เคหสถาน กับสาธารณสถาน?
ผู้เสียหายใช้บ้านพักอาศัยส่วนหนึ่งเปิดเป็นร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ในเวลาที่ผู้เสียหายเปิดบริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ บริเวณดังกล่าวย่อมเป็นสาธารณสถาน ซึ่งประชาชนทั่วไปรวมทั้งจำเลยที่ 1 มีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้ แต่เมื่อผู้เสียหายปิดร้านหรือหมดเวลาให้บริการในแต่ละวันแล้ว บริเวณดังกล่าวจึงจะเป็นเคหสถานที่ใช้อยู่อาศัย ดังนั้น เมื่อขณะเกิดเหตุผู้เสียหายยังเปิดให้บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ การที่จำเลยที่ 1 เข้าไปในร้านดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกเคหสถาน(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2137/2554)
ผู้เสียหายใช้บ้านพักอาศัยส่วนหนึ่งเปิดเป็นร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ในเวลาที่ผู้เสียหายเปิดบริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ บริเวณดังกล่าวย่อมเป็นสาธารณสถาน ซึ่งประชาชนทั่วไปรวมทั้งจำเลยที่ 1 มีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้ แต่เมื่อผู้เสียหายปิดร้านหรือหมดเวลาให้บริการในแต่ละวันแล้ว บริเวณดังกล่าวจึงจะเป็นเคหสถานที่ใช้อยู่อาศัย ดังนั้น เมื่อขณะเกิดเหตุผู้เสียหายยังเปิดให้บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ การที่จำเลยที่ 1 เข้าไปในร้านดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกเคหสถาน(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2137/2554)
คำพิพากษาฎีกาที่ 661/2554 มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่านาย
ธ. ไม่ใช่อัยการเข้าของสำนวนในคดีที่นาย ร. ถูกดำเนินคดีในข้อหาฐานชิงทรัพย์
จึงไม่มีอำนาจที่จะสั่งไม่ฟ้องคดีดังกล่าว และยังไม่ได้มีการให้เงินแก่กัน
จึงไม่ครบองค์ประกอบแห่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 นั้น
เห็นว่า การที่จำเลยเรียกและรับเงินไปจากผู้เสียหายทั้งสองเพื่อเป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานอัยการโดยวิธีอันทุจริตผิดกฎหมายเพื่อให้กระทำการในหน้าที่โดยการช่วยเหลือในทางคดีให้สั่งไม่ฟ้องในคดีที่นาย ร. ถูกดำเนินคดีอาญา แม้อัยการ ธ. จะมิได้เป็นเจ้าของสำนวนในคดีนั้นและจำเลยยังมิได้ให้เงินกันก็ตาม ก็ถือว่านาย ธ. เป็นเจ้าพนักงานที่จำเลยจะจูงใจให้กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณแก่นาย ร. แล้ว การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบแห่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 แล้ว
เห็นว่า การที่จำเลยเรียกและรับเงินไปจากผู้เสียหายทั้งสองเพื่อเป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานอัยการโดยวิธีอันทุจริตผิดกฎหมายเพื่อให้กระทำการในหน้าที่โดยการช่วยเหลือในทางคดีให้สั่งไม่ฟ้องในคดีที่นาย ร. ถูกดำเนินคดีอาญา แม้อัยการ ธ. จะมิได้เป็นเจ้าของสำนวนในคดีนั้นและจำเลยยังมิได้ให้เงินกันก็ตาม ก็ถือว่านาย ธ. เป็นเจ้าพนักงานที่จำเลยจะจูงใจให้กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณแก่นาย ร. แล้ว การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบแห่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 แล้ว
คำถาม
ซื้อสุราต่างประเทศในห้างสรรพสินค้า
โดยเอาสุราต่างประเทศใส่ไว้ในลังน้ำปลาใช้สกอตเทปปิดลังไว้ไม่ให้เห็นสินค้า
แล้วชำระเงินตามราคาน้ำปลา เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือฉ้อโกง
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 3935/2553 จำเลยซื้อสินค้าในห้างคาร์ฟู โดยเอาสุราต่างประเทศ 12 ขวด ราคา 3.228 บาท ของผู้เสียหายใส่ไว้ในลังน้ำปลาและใช้สกอตเทปปิดลังไว้ไม่ให้เห็นสินค้าในลัง จากนั้นจำเลยนำน้ำปลาอีก 1 ลัง วางทับแล้วนำไปชำระเงินกับพนักงานของผู้เสียหายตามราคาน้ำปลาสองลังเป็นเงิน 420 บาท แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตที่จะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปตั้งแต่แรกแล้ว การที่จำเลยนำลังน้ำปลาซึ่งมีสุราต่างประเทศซุกซ่อนอยู่ภายในไปชำระราคาเท่ากับราคาน้ำปลาจนพนักงานมอบลังน้ำปลาทั้งสองลังให้จำเลยไปเป็นเพียงกลอุบายเพื่อให้บรรลุผลคือ การเอาสุราต่างประเทศของผู้เสียหายไปโดยทุจริตเท่านั้น พนักงานซึ่งเป็นตัวแทนของผู้เสียหายมิได้มีเจตนาส่งมอบการครอบครองสุราต่างประเทศให้แก่จำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ (ให้ดูเปรียบเทียบกับคำพิพากษาฎีกาที่ 6892/2542)
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 3935/2553 จำเลยซื้อสินค้าในห้างคาร์ฟู โดยเอาสุราต่างประเทศ 12 ขวด ราคา 3.228 บาท ของผู้เสียหายใส่ไว้ในลังน้ำปลาและใช้สกอตเทปปิดลังไว้ไม่ให้เห็นสินค้าในลัง จากนั้นจำเลยนำน้ำปลาอีก 1 ลัง วางทับแล้วนำไปชำระเงินกับพนักงานของผู้เสียหายตามราคาน้ำปลาสองลังเป็นเงิน 420 บาท แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตที่จะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปตั้งแต่แรกแล้ว การที่จำเลยนำลังน้ำปลาซึ่งมีสุราต่างประเทศซุกซ่อนอยู่ภายในไปชำระราคาเท่ากับราคาน้ำปลาจนพนักงานมอบลังน้ำปลาทั้งสองลังให้จำเลยไปเป็นเพียงกลอุบายเพื่อให้บรรลุผลคือ การเอาสุราต่างประเทศของผู้เสียหายไปโดยทุจริตเท่านั้น พนักงานซึ่งเป็นตัวแทนของผู้เสียหายมิได้มีเจตนาส่งมอบการครอบครองสุราต่างประเทศให้แก่จำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ (ให้ดูเปรียบเทียบกับคำพิพากษาฎีกาที่ 6892/2542)
คำถาม
การปลอมเอกสารต้องมีเอกสารที่แท้จริงอยู่ก่อนและต้องทำให้เหมือนของจริงหรือไม่
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๙๕/๒๕๔๖ จำเลยที่ ๒ กับพวกร่วมกันทำปลอมหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์ ฉบับลงวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๔๑ ระหว่างนายยืนยง ผู้ขาย กับนายเตือนใจ ผู้ซื้อโดยจำเลยที่ ๒ กับพวกร่วมกันหลอกลวงนางเตือนใจว่า จำเลยที่ ๒ เป็นบุคคลคนเดียวกับนายยืนยงซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกเลขทะเบียน ภ – ๗๘๗๔ นครราชสีมา และตกลงขายรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่นางเตือนใจ ซึ่งความจริงแล้ว จำเลยที่ ๒ กับนายยืนยงเป็นบุคคลคนละคนกัน
เห็นว่า การปลอมเอกสารไม่จำต้องมีเอกสารที่แท้จริงอยู่ก่อน และไม่ต้องทำให้เหมือนของจริงก็เป็นเอกสารปลอมได้ จำเลยที่ ๒ กับพวกหลอกลวงนางเตือนใจว่า จำเลยที่ ๒ คือ นายยืนยงเจ้าของรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าว และทำสัญญาซื้อขายรถยนต์คันนั้น โดยพวกของจำเลยที่ ๒ ลงลายมือชื่อนายยืนยง ในช่องผู้ขายในสัญญาดังกล่าวมอบให้นางเตือนใจยึดถือไว้การกระทำของจำเลยที่ ๒ กับพวกมีเจตนาทุจริตเพื่อให้ได้เงินจากนางเตือนใจ และไม่ให้นางเตือนใจใช้สัญญาซื้อขายรถยนต์นั้นเป็นหลักฐานฟ้องเรียกเงินคืน ทำให้นางเตือนใจได้รับความเสียหาย จำเลยที่ ๒ กับพวก จึงมีความผิดฐานร่วมกันปลอมหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์อันเป็นเอกสารสิทธิ เมื่อจำเลยที่ ๒ กับพวกได้มอบหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์นั้นให้นางเตือนใจยึดถือไว้ จำเลยที่ ๒ กับพวกจึงมีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมอีกกระทงหนึ่ง รวมทั้งมีความผิดฐานฉ้อโกงด้วย
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๙๕/๒๕๔๖ จำเลยที่ ๒ กับพวกร่วมกันทำปลอมหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์ ฉบับลงวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๔๑ ระหว่างนายยืนยง ผู้ขาย กับนายเตือนใจ ผู้ซื้อโดยจำเลยที่ ๒ กับพวกร่วมกันหลอกลวงนางเตือนใจว่า จำเลยที่ ๒ เป็นบุคคลคนเดียวกับนายยืนยงซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกเลขทะเบียน ภ – ๗๘๗๔ นครราชสีมา และตกลงขายรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่นางเตือนใจ ซึ่งความจริงแล้ว จำเลยที่ ๒ กับนายยืนยงเป็นบุคคลคนละคนกัน
เห็นว่า การปลอมเอกสารไม่จำต้องมีเอกสารที่แท้จริงอยู่ก่อน และไม่ต้องทำให้เหมือนของจริงก็เป็นเอกสารปลอมได้ จำเลยที่ ๒ กับพวกหลอกลวงนางเตือนใจว่า จำเลยที่ ๒ คือ นายยืนยงเจ้าของรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าว และทำสัญญาซื้อขายรถยนต์คันนั้น โดยพวกของจำเลยที่ ๒ ลงลายมือชื่อนายยืนยง ในช่องผู้ขายในสัญญาดังกล่าวมอบให้นางเตือนใจยึดถือไว้การกระทำของจำเลยที่ ๒ กับพวกมีเจตนาทุจริตเพื่อให้ได้เงินจากนางเตือนใจ และไม่ให้นางเตือนใจใช้สัญญาซื้อขายรถยนต์นั้นเป็นหลักฐานฟ้องเรียกเงินคืน ทำให้นางเตือนใจได้รับความเสียหาย จำเลยที่ ๒ กับพวก จึงมีความผิดฐานร่วมกันปลอมหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์อันเป็นเอกสารสิทธิ เมื่อจำเลยที่ ๒ กับพวกได้มอบหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์นั้นให้นางเตือนใจยึดถือไว้ จำเลยที่ ๒ กับพวกจึงมีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมอีกกระทงหนึ่ง รวมทั้งมีความผิดฐานฉ้อโกงด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2031/2554
สเปรย์พริกไทย ผลิตขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการ ใช้ฉีดพ่นเพื่อยับยั้งบุคคลหรือ สัตว์ร้ายมิให้เข้าใกล้หรือทำอั นตรายผู้อื่น ผู้ที่ถูกฉีดพ่นสารในกระป๋องสเป รย์ใส่จะมีอาการสำลัก จาม ระคายเคืองหรือแสบตา หลังจากนั้นไม่นานก็สามารถหายเป ็นปกติได้ เห็นได้ว่า การผลิตสเปรย์พริกไทยดังกล่าว
มิได้ผลิตขึ้นเพื่อทำร้ายผู้ใด จึงไม่เป็นอาวุธโดยสภาพ
ทั้งไม่อาจใช้ประทุษร้ายร่างกาย ถึงอันตรายสาหัสอย่างอาวุธ สเปรย์พริกไทยจึงไม่เป็นอาวุธตา มความหมายของ ป.อ. มาตรา 1 (5)
หมายเหตุ สเปรย์พริกไทยไม่เป็นอาวุธ (ให้คิดเองคงตัดสินใจยาก)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 171/2554
การที่ผู้เสียหายพยายามบ่ายเบี่ ยงไม่ยอมเบิกความต่อศาล ครั้นเมื่อมาเบิกความกลับระบุว่ าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่คนร้าย อันขัดแย้งกับคำให้การในชั้นสอบ สวนที่ให้การยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหา ย จึงเชื่อว่าเป็นการเบิกความเพื่ อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ให้ไม่ต้องรับโทษ
ชั้นสอบสวนผู้เสียหายให้การตั้ง แต่วันเกิดเหตุยังไม่มีเวลาไตร่ ตรองหาเหตุผลมาช่วยเหลือจำเลยที ่ 1 มายังสถานีตำรวจ
ผู้เสียหายก็ชี้ตัวยืนยันว่าจำเ ลยที่ 1 เป็นคนร้ายตั้งแต่วันเกิดเหตุนั ้นเอง คำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหา ยจึงน่าเชื่อถือมากกว่าคำเบิกคว ามชั้นศาล
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2602/2554
การที่จำเลยลงลายมือชื่อรับรองค นต่างด้าว 7 คน แม้จะเป็นการรับรองในวันเดียวกั น พร้อมๆ
กัน และมีเจตนาที่จะให้ทางราชการออก บัตรประจำตัวประชาชนให้แก่คนต่า งด้าว 7 คน
ในเวลาเดียวกัน แต่จำเลยได้กระทำให้แก่คนต่างด้ าวแต่ละคน ย่อมเป็นความผิดสำเร็จในตัวของแ ต่ละคนและอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจ ากกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิด หลายกรรมต่างกัน
ตาม ป.อ. มาตรา 91
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 222/2554
หลังจากจำเลยกับพวกกระทำชำเราผู ้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรม เด็กหญิงที่ขนำที่เกิดเหตุครั้ง แรกแล้ว จำเลยกับพวกยังคงควบคุมหรือหน่ว งเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายไว้โดย พาผู้เสียหายไปที่ขนำอีกแห่งหนึ ่งแล้วร่วมกันกระทำชำเราผู้เสีย หายอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กห ญิงในครั้งต่อไปถือว่าผู้เสียหา ยยังไม่หลุดพ้นจากภยันตรายอันเก ิดจากการกระทำความผิดของจำเลยกั บพวก ดังนั้น การกระทำชำเราของจำเลยกับพวกอัน มีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงทั้ งสองครั้งจึงต่อเนื่องเชื่อมโยง กันอยู่ในวาระเดียวกัน โดยเจตนาเดิมไม่ขาดตอนจากกันจึง เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎห มายหลายบทตามป.อ. มาตรา 90
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1424/2554
จำเลยทราบว่าลายมือชื่อที่จำเลย อ้างว่าปลอม ความจริงเป็นลายมือชื่อของจำเลย ซึ่งลงชื่อไว้ มิใช่ลายมือชื่อปลอม
การที่จำเลยแจ้งว่ามีการปลอมลาย มือชื่อจึงเป็นการแจ้งข้อความอั นเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดทางอา ญาแก่พนักงานสอบสวนโดยรู้อยู่แล ้วว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิ ดขึ้น อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 173 และเมื่อจำเลยเอาความเป็นเท็จฟ้ องโจทก์ต่อศาลว่ากระทำความผิดอา ญา การกระทำของจำเลยจึงเป็นการฟ้อง เท็จอันเป็นความผิดตามมาตรา
175 อีกกระทงหนึ่ง ส่วนความผิดตามมาตรา 174 วรรคสอง
ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยแจ ้งความเท็จเพื่อจะแกล้งให้โจทก์ ต้องรับโทษ จำเลยมิได้ยืนยันว่าผู้ที่ปลอมเ อกสารคือโจทก์ โดยจำเลยแจ้งความเพียงว่าจำเลยส งสัยโจทก์ ยังไม่พอฟังว่าจำเลยมีเจตนาแกล้ งให้โจทก์ต้องรับโทษ ไม่อาจเป็นความผิดตามมาตรานี้
หมายเหตุ ฎีกานี้ จำเลยแจ้งว่าปลอมลายมือชื่อ ผิดอะไร ๑๓๖ ๑๗๓ ถามผิด ๑๗๓ ต้องปรับ ๑๓๖ หรือไม่ และการแจ้งความตามมาตรา ๑๗๓ จะเป็นการแกล้งให้บุคคลใดต้องรั บโทษหนักขึ้น ต้องบรรยายฟ้องยืนยันว่าผู้เสีย หายได้กระทำความผิดหากไม่ยืนยัน ไม่ผิดดังนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2806/2554
จำเลยเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง ตาม พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน จึงเป็นเจ้าพนักงานตาม
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้ก ระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 เมื่อจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมท แอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำ หน่าย อันเป็นการกระทำความผิดเกี่ยวกั บยาเสพติด
จึงต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโ ทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นวางโทษจำเลยสามเท่ าตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100 จึงไม่ถูกต้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบที่จะปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง ได้ไม่ถือว่าเป็นการเพิ่มเติมโท ษจำเลย
สเปรย์พริกไทย ผลิตขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการ
หมายเหตุ สเปรย์พริกไทยไม่เป็นอาวุธ (ให้คิดเองคงตัดสินใจยาก)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 171/2554
การที่ผู้เสียหายพยายามบ่ายเบี่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2602/2554
การที่จำเลยลงลายมือชื่อรับรองค
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 222/2554
หลังจากจำเลยกับพวกกระทำชำเราผู
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1424/2554
จำเลยทราบว่าลายมือชื่อที่จำเลย
หมายเหตุ ฎีกานี้ จำเลยแจ้งว่าปลอมลายมือชื่อ ผิดอะไร ๑๓๖ ๑๗๓ ถามผิด ๑๗๓ ต้องปรับ ๑๓๖ หรือไม่ และการแจ้งความตามมาตรา ๑๗๓ จะเป็นการแกล้งให้บุคคลใดต้องรั
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2806/2554
จำเลยเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง
คำถาม ใช้ปืนยิงผู้อื่น แต่ลูกกระสุนปืนมีกำลังอ่อน ผู้ถูกยิงจึงไม่ถึงแก่ความตายเป
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังน
คำพิพากษาฎีกาที่ 77/
หมายเหตุ ความยากของฎีกากลุ่ม พยายาม คงเป็นเรื่องของการที่ปรับเป็นค
คำถาม ใช้เหล้าสาดใส่หน้าผู้อื่น แต่เหล้าไปถูกบุคคลอีกคนหนึ่งเป
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจไว้ดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 9244/
หมายเหตุ ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย โดยไม่เป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่
คำถาม เหตุเกิดนอกราชอาณาจักร หากผู้กระทำความผิดมีเจตนาประสง
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังน
คำพิพากษาฎีกาที่ 5445/
หมายเหตุ ฎีกาเกี่ยวกับการใช้กฎหมายอาญา ม.นี้ไม่ค่อยมีฎีกา แต่เมื่อมีก็น่าสนใจ เรื่องนี้ลอยเรืออยู่นอกราชอาณา
คำถาม ใบรับรองเงินฝากในธนาคารเป็นเอก
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังน
คำพิพากษาฎีกาที่ 1422/
ใบรับรองเงินฝากมีข้อความว่าจำเ
การที่จำเลยที่ 1 ทราบดีว่าใบรับรองเงินฝากเป็นเอ
ความผิดฐานปลอมเอกสารไม่จำต้องม
หมายเหตุ (จำท่อนนี้ดี ๆข้อเท็จจริงมันก้ำกึ่ง) โจทก์ร่วมด้วยการปิดผนึกซองเขีย
คำถาม ผู้ก่อเหตุขึ้นก่อนหรือสมัครใจว
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังน
คำพิพากษาฎีกาที่ 3238/
การที่จำเลยที่ 1ใช้อาวุธปืนพกลูกซองเป็นอาวุธท
คำถาม การนำบุคคลที่อยู่ในสภาพที่หมดส
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังน
คำพิพากษาฎีกาที่ 4091/
คำถาม
การรวมกลุ่มกันเพื่อจัดให้มีการ เล่นการพนันในอาคารโดยการนำชื่อ ของบริษัทที่เป็นสำนักงานทนายคว ามไปติดตั้งที่อาคารด้านหน้าเป็ นการบังหน้า เพื่อให้เจ้าพนักงานตำรวจเกรงกล ัวและไม่กล้าเข้าไปค้น เป็นความผิดฐานเป็นอั้งยี่หรือไ ม่
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังน ี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 3279/ 2554 จำเลยกับพวกมิได้มีเจตนาที่จะประกอบกิ จการบริษัท อ. ในอาคารที่เกิดเหตุอย่างแท้จริง การนำชื่อของบริษัทที่เป็นสำนัก งานทนายความไปติดตั้งไว้ที่อาคา รด้านหน้าโดยต่อมามีการเช่าอาคา รส่วนกลางและด้านหลังเพื่อการเล ่นพนันไพ่บาการา จึงมีเหตุผลที่เชื่อได้ว่าเป็นเ พียงการบังหน้าเพื่อให้เจ้าพนัก งานตำรวจเกรงกลัวและไม่กล้าเข้า ไปค้น พฤติการณ์ในการกระทำของจำเลยกับ พวกจึงเป็นการรวมกลุ่มกันเพื่อจ ัดให้มีการเล่นการพนันไพ่บาการา ในอาคารที่เกิดเหตุ โดยนำชื่อบริษัทซึ่งเป็นสำนักงานทนายความและชมรมมาบังหน้า เพื่อจัดให้มีการเล่นการพนันมาแ ต่ต้น
ย่อมเรียกได้ว่าจำเลยกับพวกเป็น สมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธี ดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่ อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย
อันเป็นการกระทำความผิดฐานเป็นอ ั้งยี่ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209)
หมายเหตุ ไม่น่าเชื่อกับเรื่องที่ตกลงเอา ป้ายสำนักงานทนายความมาปิด
เพื่อปกปิดที่เล่นไพ่ มีสมาชิก(ตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป จะเป็นอั้งยี่ น่าสนใจ)
คำถาม ปลอมใบรับรองเงินฝากของธนาคาร โดยที่ธนาคารไม่เคยออกใบรับรองเ งินฝากจึงไม่มีเอกสารที่แท้จริง จะมีความผิดฐานปลอมเอกสารตาม ป.อ.มาตรา 265 หรือไม่
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังน ี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 1422/ 2554 จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ร่วมไม่เคยออกใบรับรองเงินฝากตาม เอกสารหมาย
จ. 4 จึงไม่มีเอกสารที่แท้จริง เอกสารหมาย จ. 4 ไม่ใช่เอกสารสิทธิปลอมนั้น เห็นว่า ความผิดฐานปลอมเอกสารไม่จำต้องม ีเอกสารที่แท้จริงก่อน
เมื่อจำเลยที่ 2 ทำปลอมใบรับรองเงินฝากเอกสารหมา ย จ. 4 ขึ้นทั้งฉบับเพื่อให้ผู้อื่นหลง เชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงโด ยประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย แก่โจทก์ร่วม
ผู้อื่นหรือประชาชนแล้ว ใบรับรองเงินฝากเอกสารหมาย จ. 4 จึงเป็นเอกสารสิทธิปลอม
หมายเหตุฎีกานี้ วางหลัก ๒ หลัก ๑. ใบรับรองเงินฝากเป็นเอกสารสิทธิ (น่าจะเป็นเอกสารก่อสิทธิ) ๒. ธนาคารไม่เคยออกเลย
ก็เป็นการปลอมขึ้นทั้งฉบับ
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังน
คำพิพากษาฎีกาที่ 3279/
หมายเหตุ ไม่น่าเชื่อกับเรื่องที่ตกลงเอา
คำถาม ปลอมใบรับรองเงินฝากของธนาคาร โดยที่ธนาคารไม่เคยออกใบรับรองเ
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังน
คำพิพากษาฎีกาที่ 1422/
หมายเหตุฎีกานี้ วางหลัก ๒ หลัก ๑. ใบรับรองเงินฝากเป็นเอกสารสิทธิ
คำถาม การบังคับเอาโทรศัพย์เคลื่อนที่ ของผู้อื่น โดยทำท่าทางเหมือนจะชักอาวุธออก มาโดยล้วงเข้าไปในบริเวณเอว ถือว่าเป็นขู่เข็ญว่าในทันใดนั้ นจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือไม่
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังน ี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 868/ 2554 การขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังป ระทุษร้ายอันเป็นองค์ประกอบความ ผิดฐานปล้นทรัพย์นั้น อาจขู่ตรงๆหรือใช้ถ้อยคำ ทำกิริยา
หรือทำประการใดให้เข้าใจได้เช่น นั้น เป็นการแสดงให้ผู้ถูกขู่เข็ญเข้ าใจว่าจะรับภัยจากการกระทำของผู ้ขู่เข็ญ การที่จำเลยกับพวกบังคับเอาโทรศ ัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหาย โดย ม.
พวกของจำเลยทำท่าทางเหมือนจะชัก อาวุธออกมาโดยล้วงเข้าไปในเสื้อ บริเวณเอว แม้มิได้ใช้กำลังประทุษร้าย
มิได้ใช้อาวุธมาขู่บังคับหรือพู ดว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายก็ตาม แต่กิริยาท่าทีของ ม.
ดังกล่าวเป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ ว่าเป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้ นจะใช้กำลังประทุษร้าย ทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวว่า จำเลยกับพวกจะใช้กำลังประทุษร้า ย จึงต้องจำยอมให้โทรศัพท์เคลื่อน ที่แก่จำเลยกับพวกไป การกระทำของจำเลยกับพวกครบองค์ป ระกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์แล้ว
หมายเหตุฎีกานี้ อธิบายคำว่า “ขู่เข็ญว่าในทันใดนั้น จะใช้กำลังประทุษร้าย” ว่า อาจขู่ตรง ๆ โดยใช้ถ้อยคำ ทำกิริยา หรือทำประการใดให้เข้าใจได้เช่น นั้น ดังนั้น คนหนึ่งยังคับเอาโทรศัพท์
อีกคนทำท่าทางเหมือนจะชักปืน เป็นการขู่เข็ญว่าทันใดนั้น จะใช้กำลังประทุษร้ายแล้ว
คำถาม การเอาทรัพย์ไปจากความครอบครองข องผู้ลักทรัพย์อีกต่อหนึ่งโดยทุ จริตจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ห รือไม่
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังน ี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 1785/ 2554 การที่จำเลยเอารถจักรยานยนต์ไปจากนายส ิทธิพรที่ลักทรัพย์มาจากผู้เสีย หายอีกต่อหนึ่งโดยทุจริตจะเป็นค วามผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า
ความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎ หมายอาญา มาตรา 334 และ 335 เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอ าญา กล่าวคือเป็นความผิดฐานลักทรัพย ์ในทางอาญาและละเมิดในทางแพ่ง เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอ าญา กฎหมายให้เรียกทรัพย์สินหรือราค าคืนแทนผู้เสียหายด้วย หากพนักงานอัยการไม่เรียกให้
ผู้เสียหายก็มีสิทธิที่จะฟ้องทา งแพ่งจากผู้ที่ลักทรัพย์ไปได้ตา มประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอา ญามาตรา 43, 44 และ 45 เพื่อให้ผู้ลักทรัพย์คืนทรัพย์ส ินที่ลักไปพร้อมค่าเสียหาย หากไม่สามารถคืนได้อาจเป็นเพราะ ทรัพย์สินสูญหายหรือบุบสลายเสีย หายไปจนใช้การไม่ได้ ผู้ที่ลักทรัพย์ไปก็ต้องรับผิดช ดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือราคาทรัพ ย์สินและค่าเสียหาย ดังนั้น ผู้ที่ลักทรัพย์ไปจึงมีสิทธิครอ บครองดูแลทรัพย์ที่ลักไปไว้เพื่ อคืนแก่ผู้เสียหาย เพราะถ้าทรัพย์สินสูญหายหรือบุบ สลายก็จะต้องผิดต่อผู้เสียหายใน ทางแพ่งดังกล่าว การที่จำเลยเอารถจักรยานยนต์ไปจ ากนายสุทธิพรโดยทุจริต แม้เป็นการเอาไปจากการครองครองข องนายสุทธิพรที่ลักทรัพย์มาจากผ ู้เสียหายอีกต่อหนึ่ง จึงมีความผิดฐานลักทรัพย์
หมายเหตุฎีกานี้ อธิบายว่าการลักทรัพย์ ต่ออีกทอดหนึ่งผิดลักทรัพย์หรือ ไม่ ตอบผิด แต่เหตุผลจะให้อย่างไร ฎีกาให้เหตุผลว่า
ความผิดลักทรัพย์เป็นคดีแพ่งเกี ่ยวเนื่องกับคดีอาญา กฎหมายให้อำนาเรียกทรัพย์คืนตาม ปวิอ. ม.๔๓ ๔๔ ๔๕ ดังนั้น ผู้ลักทรัพย์ไปจึงมีสิทธิครอบคร องดูแล การลักทรัพย์ต่อจากผู้ลักทรัพย์ ก็เป็นการเอาไปจากการครอบครอง ของผู้ลักทรัพย์
จึงผิดฐานลักทรัพย์
คำถาม ใช้มีดดาบไล่ฟันทำร้ายผู้อื่น ผู้ถูกไล่ฟันวิ่งหลบหนีกระโดยลง น้ำจนถึงแก่ความตายผู้กระทำจะมี ความผิดฐานใด
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังน ี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 9413/ 2552 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 290 วรรคแรกเป็นบทบัญญัติให้รับโทษหนักขึ้ นแตกต่างจากความผิดฐานทำร้ายผู้ อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก ่กายหรือจิตใจ หรือความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเ ป็นเหตุให้ผู้ถูกทำร้ายรับอันตร ายสาหัส ตลอดจนผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อ ื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิด อันตรายแก่กายหรือจิตใจตามมาตรา 295, 297 และ 391 ตามลำดับ
อันแสดงให้เห็นถึงกฎหมายเจตนาให ้ผู้กระทำต้องรับโทษตามผลของการ กระทำนั้นแตกต่างไปตามความหนักเ บาของผลที่เกิดขึ้น เมื่อจำเลยที่ 2 ใช้มีดดาบไล่ฟันผู้ตายอันเป็นกา รทำร้ายผู้ตาย เป็นเหตุให้ผู้ตายวิ่งหลบหนีกระ โดดลงน้ำจนถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการทำร้ายผู้ตายซึ่งเมื่ อมิใช่โดยเจตนาฆ่าแต่เป็นเหตุทำ ให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย
จึงเป็นความผิดสำเร็จตามมาตรา 290 แล้ว มิใช่เป็นการพยายามกระทำความผิด
หมายเหตุฎีกานี้ อธิบายว่า ความผิดฐานทำร้ายมีหลายระดับ ได้แก่ ทำร้ายร่างกายไม่ถึงเป็นอันตราย ต่อกายและจิตใจ๓๙๑ , ทำร้ายร่างกายเป็นอันตรายต่อร่า งกายและจิตใจ ๒๙๕, ทำร้ายร่างกายสาหัส ๒๙๗ ,กับไม่มีเจตนาฆ่าแต่มีเจตนาทำร ้ายเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ควา มตาย๒๙๐ ดังนั้น การทำร้ายไม่มีพยายาม แต่
พิจารณาจากผลว่าผลอยู่ในระดับใด หากผลเข้าอย่างไรก็ผิดอย่างนั้น เช่น
ฎีกานี้ ไม่ผิดพยายาม(คงต้องตอบเรื่องกา รตายเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของ จำเลย)
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังน
คำพิพากษาฎีกาที่ 868/
หมายเหตุฎีกานี้ อธิบายคำว่า “ขู่เข็ญว่าในทันใดนั้น จะใช้กำลังประทุษร้าย” ว่า อาจขู่ตรง ๆ โดยใช้ถ้อยคำ ทำกิริยา หรือทำประการใดให้เข้าใจได้เช่น
คำถาม การเอาทรัพย์ไปจากความครอบครองข
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังน
คำพิพากษาฎีกาที่ 1785/
หมายเหตุฎีกานี้ อธิบายว่าการลักทรัพย์ ต่ออีกทอดหนึ่งผิดลักทรัพย์หรือ
คำถาม ใช้มีดดาบไล่ฟันทำร้ายผู้อื่น ผู้ถูกไล่ฟันวิ่งหลบหนีกระโดยลง
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังน
คำพิพากษาฎีกาที่ 9413/
หมายเหตุฎีกานี้ อธิบายว่า ความผิดฐานทำร้ายมีหลายระดับ ได้แก่ ทำร้ายร่างกายไม่ถึงเป็นอันตราย
คำถาม ซื้อขายรถยนต์โดยผู้ขายยังมิได้ ส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์และ โอนชื่อในทะเบียนให้แก่ผู้ซื้อ กรรมสิทธิ์ในรถยนต์จะโอนไปเป็นข องผู้ซื้อเมื่อใด และหากผู้ซื้อไม่ยอมชำระหนี้ที่ ค้าง ผู้ขายเอารถยนต์กลับคืนมาโดยพลก ารจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังน ี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 9603/ 2553 (ประชุมใหญ่) โจทก์ร่วมตกลงซื้อรถยนต์ตู้กับจำเลยใน ราคา 310,000 บาท
ซึ่งในสัญญาข้อ 3 ระบุว่า
จำเลยตกลงรับชำระราคารถยนต์จำนว น 200,000 บาท
ในวันที่ 27 ตุลาคม 2540 ส่วนจำนวนที่เหลือจะชำระให้จำเล ยในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 สัญญาซื้อขายดังกล่าวไม่มีเงื่อ นไขเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ใน รถยนต์ตู้แต่ประการใด จึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขา ด กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้ย่อมโอนให ้แก่โจทก์ร่วมตั้งแต่ขณะเมื่อได ้ทำสัญญาซื้อขายกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 453 , 458
ใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์มิใช่เอ กสารสำคัญที่แสดงถึงความเป็นเจ้ าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ เพียงแต่เป็นพยานหลักฐานอันหนึ่ งที่แสดงถึงการเสียภาษีประจำปีแ ละแสดงว่าผู้มีชื่อในใบคู่มือจด ทะเบียนรถยนต์น่าจะเป็นเจ้าของเ ท่านั้น คดีจึงรับไม่ได้ว่าจำเลยยังเป็น เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ตู้คันด ังกล่าว ดังนั้น การที่จำเลยขับรถยนต์ตู้ไปจากที ่จอดรถ จึงเป็นการเอารถยนต์ตู้ซึ่งเป็น กรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมไปโดยไม่ มีอำนาจ แม้จำเลยจะอ้างว่าสืบเนื่องมาจา กโจทก์ร่วมไม่ยอมชำระหนี้ที่ค้า ง แต่ก็เป็นการใช้อำนาจบังคับให้ช ำระหนี้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพราะโจทก์ร่วมค้างชำระราคารถยน ต์แก่จำเลยเพียงประมาณ 20,000 บาท แต่จำเลยจะให้โจทก์ร่วมชำระเงิน แก่จำเลยถึง 100,000 บาท การที่จำเลยเอารถยนต์ตู้ไปจากโจ ทก์ร่วมเพื่อเรียกร้องให้โจทก์ร ่วมชำระหนี้นั้น เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรไ ด้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเอาท รัพย์ของโจทก์ร่วมไปโดยทุจริต
เป็นความผิดฐานลักทรัพย์
หมายเหตุฎีกานี้สำคัญตรงที่ สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาซื้อขายเส ร็จเด็ดขาด ผลกรรมสิทธิ์โอน เมื่อไปเอารถตู้กลับมาโดยไม่มีอ ำนาจ เป็นการลักทรัพย์
คำถาม จำเลยตบหน้าผู้เสียหายทันทีที่เ ปิดประตูห้อง ล้วงเอามีดพับออกมาจี้ที่แก้มผู ้เสียหายขู่ขอเงินไปซื้อสุรา เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือกรร โชก
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังน ี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 11052/ 2553 ความแตกต่างระหว่างความผิดฐานชิงทรัพย์ กับความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ตามบท บัญญัติของกฎหมายมิได้อยู่ที่จำ นวนทรัพย์สินที่ผู้กระทำผิดได้ไ ปว่าจะเป็นทั้งหมดหรือแต่เพียงบ างส่วน เพราะไม่ว่าคนร้ายจะได้ทรัพย์สิ นไปเพียงใด การกระทำความผิดก็เกิดขึ้นแล้วเ ช่นกัน แต่ข้อสาระสำคัญอยู่ที่ว่าความผ ิดฐานชิงทรัพย์ต้องมีฐานเดิมจาก ความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 334 โดยคนร้ายใช้กำลังประทุษร้ายเจ้ าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์นั้นห รือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้ก ำลังประทุษร้าย เพื่อให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้นต ามความใน ป.อ. มาตรา 339(2) โดยการลักทรัพย์กับการใช้กำลังป ระทุษร้ายต้องไม่ขาดตอน หรือเป็นการลักทรัพย์ที่ต้องขู่ เข็ญให้ปรากฎว่าในทันทีทันใดนั้ นจะใช้กำลังประทุษร้ายต่อเนื่อง กันไป เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบ ิกความของผู้เสียหายว่า ถูกจำเลยตบหน้าทันทีที่เปิดประต ูห้อง เมื่อ ช. ตามเข้าไปปิดประตูห้อง
จำเลยก็ล้วงมีดพับออกมาจี้ที่แก ้มผู้เสียหาย ขู่ขอเงินไปซื้อสุรา
พฤติการณ์ของจำเลยเช่นนั้นบ่งชี ้ไปทำนองว่าหากผู้เสียหายขัดขืน ไม่ให้เงินก็จะประทุษร้ายต่อเนื ่องไปในทันใดนั้น แสดงให้เห็นว่ามุ่งหมายมาทำร้าย และขู่เข็ญผู้เสียหายโดยประสงค์ ต่อทรัพย์มาแต่แรก ไม่ใช่เป็นการข่มขืนใจให้ผู้เสี ยหายยอมให้เงินบางส่วนโดยใช้กำล ังประทุษร้ายตามที่จำเลยฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหม ายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จึงชอบแล้ว
หมายเหตุฎีกา นี้เป็นการอธิบายความแตกต่างระห ว่างชิงทรัพย์กับกรรโชก ว่าต่างกันอย่างไร ชัดๆเลย
ความแตกต่างระหว่างความผิดฐานชิ งทรัพย์กับความผิดฐานกรรโชกทรัพ ย์ตามบทบัญญัติของกฎหมายมิได้อย ู่ที่จำนวนทรัพย์สินที่ผู้กระทำ ผิดได้ไปว่าจะเป็นทั้งหมดหรือแต ่เพียงบางส่วน เพราะไม่ว่าคนร้ายจะได้ทรัพย์สิ นไปเพียงใด การกระทำความผิดก็เกิดขึ้นแล้วเ ช่นกัน แต่ข้อสาระสำคัญอยู่ที่ว่าความผ ิดฐานชิงทรัพย์ต้องมีฐานเดิมจาก ความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 334 โดยคนร้ายใช้กำลังประทุษร้ายเจ้ าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์นั้นห รือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้ก ำลังประทุษร้าย เพื่อให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้นต ามความใน ป.อ. มาตรา 339(2) โดยการลักทรัพย์กับการใช้กำลังป ระทุษร้ายต้องไม่ขาดตอน หรือเป็นการลักทรัพย์ที่ต้องขู่ เข็ญให้ปรากฎว่าในทันทีทันใดนั้ นจะใช้กำลังประทุษร้ายต่อเนื่อง กันไป จำง่าย ๆ ชิงทรัพย์ ต้องเป็นการขู่เข็ญให้ปรากฏว่าใ นทันทีทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุ ษร้ายต่อเนื่องกันไป ถ้าขู่เข็ญแล้วไม่ต่อเนื่องให้ส ่งให้ทันทีก็เป็นกรรโชก (สำคัญตอบ
๓๓๙(๒)เด้ออย่าตอบอนุมาตราอื่น)
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังน
คำพิพากษาฎีกาที่ 9603/
ใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์มิใช่เอ
หมายเหตุฎีกานี้สำคัญตรงที่ สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาซื้อขายเส
คำถาม จำเลยตบหน้าผู้เสียหายทันทีที่เ
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังน
คำพิพากษาฎีกาที่ 11052/
หมายเหตุฎีกา นี้เป็นการอธิบายความแตกต่างระห
คำถาม ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์
จะเป็นการพยายามกระทำความผิดได้ หรือไม่
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 112/ 2554 การที่จำเลยโยนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของ ผู้เสียหายลงไปที่ชานพักบันได จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่าโทรศัพท ์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายอาจจะเ กิดความเสียหายได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าโทรศัพท์เคลื่อ นที่ของผู้เสียหายได้รับความเสี ยหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิด ฐานพยายามทำให้เสียทรัพย์ และแม้โจทก์จะมิได้ฟ้องขอให้ลงโ ทษจำเลยในความผิดฐานนี้ แต่ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ก็มี ความผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งเป็นควา มผิดเกี่ยวกับทรัพย์รวมอยู่ด้วย จึงถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงตามท ี่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกับข ้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยหลงต่อสู้ ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผ ิดฐานพยายามทำให้เสียทรัพย์ตามท ี่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม
หมายเหตุฎีกานี้สำคัญตรงที่ ปวิอ.๑๙๒ ฟ้องว่าฟ้องวิ่งราว ได้ความว่าพยายามทำให้เสียทรัพย ์ ถือว่าแตกต่างในสาระสำคัญหรือไม ่(ม.๑๙๒ วรรคสามไม่มีความผิดฐานวิ่งราวท รัพย์) ประเด็นนี้ฎีกานี้ออกเหตุผลว่า ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์
ก็มีความผิดฐานลักทรัพย์อยู่ด้ว ย จึงถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงตาที ่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกับข้ อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง เมื่อไม่ปรากฏว่าจะเลยหลงต่อสู้ ศาลจึงมีอำนาจลงโทษ อีกหลักที่สำคัญ คือ พยายามทำให้เสียทรัพย์ก็มีได้
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 112/
หมายเหตุฎีกานี้สำคัญตรงที่ ปวิอ.๑๙๒ ฟ้องว่าฟ้องวิ่งราว ได้ความว่าพยายามทำให้เสียทรัพย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น