วันพุธที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2556

วิแพ่ง


<<<บังคับคดี แสดงอำนาจพิเศษ (ป.วิ พ.มาตรา 296 จัตวา)>>>
---คำร้องจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่ปฏิบัติตามคำบังคับตาม ป.วิ พ.มาตรา 309 ตรี ที่อ้างว่าโจทก์ยอมให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับ อ. จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิอาศัยในที่ดินพิพาท ขอให้เพิกถอนคำบังคับเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า มีอำนาจพิเศษที่ต้องบังคับตาม ป.วิ พ.มาตรา 296 จัตวา(3) ตามที่บัญญัติในมาตรา 309 ตรี ซึ่งผู้ที่จะยื่นคำร้องตามมาตรา 296 จัตวา(3)ต้องเป็นผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมไม่อาจอ้างฐานะอื่นเพื่อแสดงอำนาจพิเศษให้หลุดพ้นจากการถูกบังคับคดีได้ จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาล---
((ฎ.2516/2555)



คำถาม ในชั้นฎีกามี ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคสอง บัญญัติไว้ แต่ในชั้นอุทธรณ์ไม่มีบทบัญญัติดังกล่าว แต่มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้    ทำนองเดียวกัน
ชั้นฎีกา
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๔๔/๒๕๕๒ โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารให้ออกจากที่ดินและบ้านซึ่งปลูกสร้างในที่ดินดังกล่าวพร้อมเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน ๓๖,๐๐๐บาท จำเลยไม่ยื่นคำให้การ และโจทก์บรรยายฟ้องว่าที่ดินและบ้านดังกล่าวหากให้ผู้อื่นเช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ ๔,๕๐๐ บาท คดีของโจทก์จึงเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท โจทก์และจำเลยจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษว่าไม่ใช่บริวารของจำเลย โดย ท. ยกที่ดินและบ้านดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องทั้งสองในฐานะบุตรสาวและบุตรเขย และศาลชั้นต้นงดการไต่สวนคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง และมีคำสั่งให้เพิกถอนการบังคับคดีบ้านของผู้ร้องทั้งสอง เท่ากับศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแล้วว่าผู้ร้องทั้งสองไม่เป็นบริวารของจำเลย และศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน คดีระหว่างโจทก์และผู้ร้องทั้งสองจึงเป็นคดีเกี่ยวกับการบังคับวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของจำเลยผู้ถูกฟ้องขับไล่ซึ่งอยู่บนอสังหาริมทรัพย์ และคดีระหว่างโจทก์จำเลยเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท ซึ่งคู่ความในคดีฟ้องขับไล่นั้นต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคสอง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นไม่ว่าศาลจะฟังว่าบุคคลดังกล่าวสามารถแสดงอำนาจพิเศษให้ศาลเห็นได้หรือไม่ คดีเกี่ยวกับการบังคับวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของจำเลยจึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคสาม

ชั้นอุทธรณ์
คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๒/๒๕๕๑ คดีเดิมโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่ผู้เช่าและบริวารออกจากที่ดินพิพาทที่จำเลยเช่าจากโจทก์ในอัตราค่าเช่าเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท กับให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างพร้อมค่าเสียหายนับถัดจากวันฟ้อง เป็นคดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง คดีที่เกี่ยวกับการบังคับผู้ร้องซึ่งเป็นบริวารของจำเลยจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงด้วยผู้ร้องอุทธรณ์ว่า คำพิพากษาตามยอมผูกพันเฉพาะจำเลยกับโจทก์ผู้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่ผูกพันผู้ร้อง เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่งจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ยอมออกจากที่ดินพิพาทพร้อมกับบริวารแม้ผู้ร้องมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว คำพิพากษาตามยอมก็มีผลบังคับแก่ผู้ร้องด้วย โจทก์จึงขอให้บังคับคดีแก่ผู้ร้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙๖ จัตวา

หมายเหตุ เรื่องนี้สำคัญตรงที่ม.๒๔๘ ปวิพ. มีวรรคสามบัญญัติว่า คดีเกี่ยวกับการบังคับวงศ์ญาติและบริวาร ของผู้ถูกฟ้องขับไล่ นั้นต้องห้ามฎีกาตามวรรคสอง(ห้ามฎีกาในปัญาข้อเท็จจริง ค่าเช่าหรืออาจให้เช่าไม่เกิน..ซึ่งคู่ความต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามวรรคสอง ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย ไม่ว่าศาลจะฟังว่าบุคคลดังกล่าวสามารถแสดงอำนาจพิเศษได้หรือไม่ห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง (ฎีกานี้ประหลาดตรงที่นำมาใช้ในชั้นอุทธรณ์ด้วยแม้ไม่มีการบัญญัติไว้ (๕๘๒/๕๑)


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น